บีทียูแอร์ (BTU) คืออะไร

บีทียู (BTU) Britrish Thermal Unit คือ หน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อนหน่วยหนึ่ง (ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากในระบบปรับอากาศ) สามารถเทียบได้กับหน่วยแคลรี่หรือหน่วยจูลในระบบสากล โดยที่ความร้อน 1 BTU คือปริมาณความรค้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนห์ มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮด์ สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการดึงความร้อน ออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียูต่อชั่วโมง (BTU/h) ซึ่งเทียบเท่ากับหน่วยวัตต์ในระบบสากล

เช่น เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 บีทียูต่อชั่วโมง หมายความว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องนั้น มีความสามารถในการดึงความร้อนออกจากห้องปรับอากาศ 12,000 บีทียู ภายในเวลา 1 ชั่วโมง แต่โดยทั่วไปมักใช้คำว่า บีทียู ต่อ ชั่วโมง ซึ่งเป็นการใช้ที่ผิดหลักวิชาการแต่ว่าเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป

จะรู้ได้อย่างว่าแอร์เต็มบีทียู?

คำว่า “แอร์เต็มบีทียู” คือ ประสิทธิภาพการทำงานของแอร์ตรงตามบีทียูที่กำหนดไว้ เช่น 12000 บีทียู ซึ่งการที่จะรู้ว่าแอร์เต็มบีทียูหรือไม่เป็นเรื่องที่ยากมากครับ เพราะจะต้องทำงานทอสอบจากห้องแล็บ (Laboratory) ที่ได้มาตรฐาน จึงจะทราบว่าแอร์เครื่องนี้สามารถทำได้กี่บีทียู โดยทั่วไปแล้วมักจะดูกันที่รุ่นคอมเพรสเซอร์เป็นหลัก ว่าคอมเพรสเซอร์รู่นนี้สามารถทำความเย็นได้กี่บีทียู แต่ในความเป็นจริงการที่แอร์เครื่องหนึ่งจะทำความเย็นได้กี่บีทียูนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของคอมเพรสเซอร์เพียงอย่างเดียว แต่มีองค์ประกอบอีกหลายอย่างโดยขึ้นอยู่กับการออแบบของวิศวกร ว่าจะต้องการระบายความให้ได้เท่าไร โดยการออกแบบแผงคอยล์ มอเตอร์ ใบพัดลม ชุดอุปกรณ์ให้เข้ากันและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้บีทียูตามที่ต้องการ

ทำไมต้องเลือกบีทียูแอร์ให้พอเหมาะ
BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตัดบ่อยเกินไป ทำให้ประสิทธิ์ภาพในการทำงาน ลดน้อยลงทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลืองพลังงาน
BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ สิ้นเปลืองพลังงานและเครื่องเสียเร็ว


1. เลือกประเภทของเครื่องปรับอากาศ

เครื่องปรับอากาศ แบ่งออกเป็นประเภทตามลักษณะความต้องการใช้งานซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ  ซึ่งแตกแต่งกันไป  ทั้งฟังก์ชั่นการทำงานและคุณสมบัติต่าง รวมถึงราคาด้วย ดังนั้นควรเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาเหมาะสมกับคุณภาพ  และความต้องการในการใช้งานรวมทั้งได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ)  

2. ขนาดของความเย็นของเครื่องปรับอากาศ

เป็นความสำคัญอันดับแรกๆ ในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ คือต้องเลือกขนาด การทำความเย็น ของเครื่องปรับอากาศให้พอเหมาะกับห้องและการใช้งาน  โดยหน่วยความเย็นที่เราจักกันดี เรียกว่าบีทียู

3. มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

เป็นสินค้าที่ได้รับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5  จากหน่วยงานไฟฟ้า จะได้รับรองรื่องของการประหยัดไฟเบอร์ 5

4. คุณสมบัติพิเศษต่างๆ และการดีไซน์

คุณสมบัติพิเศษต่างๆ ของเครื่องปรับอากาศ เช่น ฟิลเตอร์กรองอากาศ การกำหนดความเร็วความแรงของมอเตอร์, การปรับทิศทางลม  การออกแบบเพื่อความสวยงามของห้อง       

5.  การติดตั้งและการบำรุงรักษา

การติดตั้งเครื่องปรับอากาศต้องทำโดยช่างผู้ชำนาญเท่านั้น  และการใช้เครื่องปรับอากาศให้เต็มประสิทธิภาพ  ต้องคำนึงถึงแผนการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องอีกด้วย

   

การเลือกซื้อแอร์มีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง

ข้อแนะนะต่อไปนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่กำลังตัดสินใจซื้อเครื่องปรับอากาศได้ดีขึ้น

1. ควรเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้  เพราะเครื่องปรับอากาศโนเนมส่วนใหญ่จะมีกำลังความเย็น (BTU) น้อยกว่าที่แสดงไว้บนฉลาก หรือที่ภาษาช่างแอร์เรียกว่าไม่เต็มบีทียู  เครื่องปรับอากาศจากผู้ผลิตโนเนมส่วนใหญ่มีกำลังความเย็นเพียง 70 – 80%  ของที่โฆษณาไว้  นอกจากจะมีกำลังความเย็นไม่เต็มบีทียูแล้ว แอร์โนเนมยังมีเสียงดังแล้วยังเสียเร็วด้วย

2. ควรเลือกใช้เครื่องปรับอากาศ  ที่มีฉลากระหยัดไฟเบอร์ 5 หรือเบอร์ 4 และได้มาตรฐานอุตสากรรม (มอก.)  เพราะได้รับการทดสอบความสามารถ  ในการทำความเย็นแล้ว  นอกจากนี้ควรพิจารณาประกอบกับผู้ผลิตทีมีความน่าเชื่อถือด้วย  เนื่องจากว่าอาจจะมีผู้ผลิตบางรายปลอมฉลากเบอร์ 5 ด้วย

3. เลือกใช้เครื่องปรับอากาศของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายที่มีบริการหลังการขายที่ดี  ข้อนี้เป็นข้อมี่มีความสำคัญมากและผู้ให้บริการนั้นจะต้องมีความชำนาญและได้มาตรฐาน

4. มีมาตรฐานรับรอง เช่น มอก. CE JIS ISO เป็นต้น

5. มีมาตรฐานการใช้บริการหลังการขายที่ดี

6. การเลือกเครื่องต้องเหมาะกับห้องปรับอากาศ  เนื่องจากการใช้งานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 8 ปี และอากาศจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี


เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานยาวนาน จึงควรหมั่นดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีวิธีการก็มีทั้งแบบที่ทำเองได้ และต้องทำโดยช่างผู้ชำนาญ การทำความสะอาดเบื้องต้นด้วยตนเอง

การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ

เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานยาวนาน จึงควรหมั่นดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีวิธีการก็มีทั้งแบบที่ทำเองได้ และต้องทำโดยช่างผู้ชำนาญ การทำความสะอาดเบื้องต้นด้วยตนเอง ทำได้โดยการถอดแผ่นกรองอากาศ (Filter) มาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าแล้วใส่กลับคืน ซึ่งอาจทำสัปดาห์ละครั้ง หรือ เดือนละ 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน และความสกปรก การรักษาแผ่นกรองให้สะอาดอยู่เสมอนั้นทำให้การระบายลมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องแล้ว !!ยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย!!

การทำความสะอาดภายในโดยช่างผู้ชำนาญ เป็นสิ่งที่ควมทำอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน แต่อาจไม่บ่อยเท่ากับการทำความสะอาดด้วยตัวเอง

โดยอาจจะทำ 3-6 เดือนครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และการใช้งาน การล้างภายในต้องการใช้ช่างผู้ชำนาญ เนื่องจากต้องมีการถอดชิ้นส่วนบางชิ้น เช่นถอดถาดน้ำทิ้งมาล้างเพื่อให้น้ำทิ้งไหลได้สะดวก และใช้ปั้มน้ำแรงสูงฉีดทำความสะอาดแผงคอยล์ การตรวจเช็คสภาพ เป็นการตรวจเช็คระบบทั่วไป ซึ่งโดยมากแล้วจะทำพร้อมกับการล้างภายในโดยช่างผู้ชำนาญ

– วัดความดันน้ำยาในระบบว่าเพียงพอหรือไม่

– ตรวจระบบไฟฟ้า เช่นสภาพของสายไฟ


 

1. น้ำยาแอร์ R22

น้ำยาแอร์หรือที่เรียกว่าสารทำความเย็น ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันสำหรับแอร์บ้านทั่วไป เป็นสารจำพวก CFCs (Chloro Fluoro Carbons) ซึ่งมีคุณสมบัติคือ ไม่มีพิษ ไม่มีกลิ่น และความถ่วงจำเพาะของสารในสถานะก๊าซจะหนักกว่าอากาศโดยที่สารเหล่านี้จะมีจุดเดือดที่ต่ำกว่า สารทั่วไป จึงถูกนำมาใช้ในการทำความเย็น โดยที่สารทำความเย็นที่มีจุดเดือดต่ำจะถูกใช้ในการทำความเย็นที่อุณหภูมิต่ำ และสารทำความเย็นที่มีจุดเดือดสูงจะถูกใช้ในทำความเย็นที่อุณหภูมิสูง ขึ้นอยู่กับวัตถูประสงค์ของการใช้งาน สำหรับชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุดสำหรับแอร์บ้านก็คือ R-22 (Freon-22) โดยมีจุดเดือดอยู่ที่ -40.B ‘C

2. น้ำยาแอร์ R410a

สารทำความเย็นบลูแพลนเน็ท 410a คือสารทำความเย็น ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ทดแทน R22 เป็นหนึ่งในหลายสารทดแทน R22 ซึ่งมีความโดดเด่นมากที่สุด มันถูกออกแบบเพื่อใช้กับระบบของตัวมันเองโดยเฉพาะ และให้ความสามารถในการทำความเย็นมากกว่า R22 ถึง 40% แต่มีข้อด้อยเพียงนิดคือไม่สามารถใช้ได้กับระบบ R22 ถ้าคุณกำลังมองหาสารทำความเย็นที่ให้ประสิทธิภาพการทำความเย็นสูง ประหยัดพลังงานบำรุงรักษาง่าย ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ ใช้งานได้นานปี โดยไม่เกี่ยงค่าใช้จ่ายที่ต้องเปลี่ยนชุดเครื่องปรับอากาศใหม่ R410a เป็นอะไรที่เหมาะมาก และจัดเป็นสารทดแทน R22 ในอันดับต้นๆ อีกด้วย R410a ยังเป็นการประยุกต์ข้อดีของสารทำความเย็น ในระบบเครื่องทำความเย็นมาใช้กับเครื่องปรับอากาศในอาคาร ด้วยอาศัยหลักการนำความร้อนได้เร็ว ดังนั้นเมื่อท่านเข้าไปในห้องแล้วเปิดเครื่องปรับอากาศจึงไม่แปลกเลยถ้า R410a จะทำความเย็นได้เร็วและเฉียบกว่า R22 ทั้งหมดก็คืออาศัยเทคนิคของ R404a นำมาประยุกต์นั่นเองครับ

รายละเอียด R410a

R410 คือ กลุ่มสารประเภท Azeotropic Mixture มีแรงดันไอที่อุณหภูมิห้องสูกว่า R22 ราว 100 psig มันใช้ความเพรสเซอร์ที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม เป็นกลุ่มสารที่ไม่ทำลายโอโซน (ODP = 0) ในขณะที่ R22 ยังมีค่าการทำลายโอโซนอยู่ (ODP = 0.055) ถ้าเปรียบระบบเครื่องปรับอากาศเป็นเหมือนคอมพิวเตอร์ซึ่งก็คือ Hardware สารทำความเย็นหรือน้ำยาแอร์ก้ไม่ต่างอะไรกับ Software เลย R410a คือ การพัฒนา Software ใหม่ให้มีความจุมากว่าเดิม ถ้าเป็น Software ของคอมพิวเตอร์ ก็คือมีความจุทางด้านข้อมูลได้มาก เช่น พวก Sim Card, Memory Card อะไรทำนองนั้น

ขณะที่ Hardware รุ่นใหม่ๆ ตัวเล็กลงเรื่อยๆ ดูง่ายๆ มือถือที่คุณใช้อยู่ R410a ก็เช่นเดียวกัน มันคือ Software ที่เพิ่มความจุดของการนำความร้อนไปถ่ายเทได้ดีและมากกว่า R22 ทำให้ช่วยประหยัดพลังงานกลได้มากขึ้นกว่าเดิม และช่วยลดภาวะโลกร้อน